รักษาสิวสเตียรอยด์ทำยังไง

“สิวสเตียรอยด์” ที่ทำอย่างไรก็ไม่หายสักที จนบางคนเริ่มท้อ เพราะหมดเงินรักษาไปเป็นหมื่น ๆ เพียงเพราะหลงคำเคลมจากโฆษณาเครื่องสำอางที่อันตรายและไม่ได้มาตรฐาน ตอนใช้หน้าขาวใสข้ามคืนแต่พอหยุดใช้กลับหน้าพัง สิวบุกแบบจัดเต็ม แถมยังต้องใช้เวลารักษากันเป็นปี ๆ

สิวสเตียรอยด์ หรือ Acneiform Eruption ที่แปลว่า ผื่นที่มีลักษณะคล้ายสิว โดยเป็นตุ่มหนองและตุ่มน้ำ บางครั้งจะขึ้นพร้อมกันทีเดียวหรืออาจค่อย ๆ ทยอยขึ้น แต่ไม่ว่าจะขึ้นช้าหรือเร็วทุกเม็ดจะมีลักษณะเหมือนกัน ซึ่งต่างจากสิวทั่วไป ที่มีหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น สิวอุดตัน สิวหัวดำ และสิวอักเสบ ปะปนกันขึ้นกับระยะของสิว

สิวสเตียรอยด์ เกิดจากอะไร ?

1. ผลิตภัณฑ์ที่ผสมสารสเตียรอยด์
          ผลิตภัณฑ์มีส่วนผสมของสารสเตียรอยด์ ที่ช่วยทำให้หน้าขาวใส ไร้สิว ซึ่งเห็นผลเร็วในช่วงแรก ๆ แต่เมื่อใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน ๆ จะเกิดอาการที่เรียกว่า ผิวหน้าติดสารสเตียรอยด์ ทำให้ผิวบอบบาง แพ้ง่าย และเป็นสิว หรือที่เรียกว่าหน้าบางลงนั้นเอง
2. การฉีดสิว
การฉีดสิว เพราะช่วยให้สิวยุบแบบรวดเร็วทันใจภายใน 24-48 ชั่วโมง แต่รู้หรือไม่ว่าสารที่ใช้ฉีดสิวคือสารสเตียรอยด์ ดังนั้นการฉีดสิวเป็นประจำอาจทำให้ผิวหน้าติดสารสเตียรอยด์ได้

3. ยารักษาสิวผสมสารสเตียรอยด์

การใช้ยารักษาสิวผสมสารสเตียรอยด์ ซึ่งช่วยรักษาผื่นแพ้ ผื่นคัน รวมถึงลดการอักเสบได้เป็นอย่างดี แต่เมื่อใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน หรือใช้ในปริมาณที่สูงเกินไปจะทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ผิวแตกลาย ผิวบอบบางแพ้ง่าย และเป็นสิวตามมา

จุดเริ่มต้นของการเกิดสิวสเตียรอยด์
เกิดจากการอักเสบของรูขุมขน โดยมีการปล่อยของเสียต่าง ๆ ออกมาจากเซลล์ ซึ่งไปรวมตัวกับน้ำมันที่ผลิตออกมาจากต่อมไขมันจึงทำให้เกิดเป็นสิวสเตียรอยด์

วิธีรักษาสิวสเตียรอยด์

          1. หยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์

          2. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าสูตรปราศจากสบู่ น้ำหอม AHA/BHA และกรดวิตามินเอ

          3. เปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เน้นให้ผิวแข็งแรง เพิ่มความชุ่มชื้น งดการใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อหน้าขาวใส หรือลดริ้วรอยเร่งด่วน

          4. งดนวดหน้า ขัดหน้า หรือลอกหน้า เพราะเป็นการรบกวนผิว ส่งผลให้เกิดการระคายเคืองได้

          5. หลีกเลี่ยงการออกแดด เพราะผิวที่โดนแดดนอกจากจะฟื้นตัวช้าแล้ว ยังกระตุ้นให้สิวเห่ออีกด้วย

          6. ดื่มน้ำมาก ๆ ทานอาหารที่มีประโยชน์หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสจัด และพักผ่อนให้เพียงพอ

          7. สำหรับใครที่ไม่แพ้เหงื่อตัวเองแนะนำให้ออกกำลังกาย เนื่องจากเหงื่อและความร้อนในร่างกายจะช่วยทำความสะอาดรูขุมขน

          8. หากอาการไม่ดีขึ้น หรือแย่ลงแนะนำให้พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที

ข้อมูลจาก : healthline.com, honestdocs.co, ยูทูบดอทคอม โพสต์โดย เภสัชท่องโลก , Kapook .com

         

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

sixteen − eleven =